ตรวจหัวใจก่อนเล่นกีฬา ต้องตรวจอะไรบ้าง

ตรวจหัวใจก่อนเล่นกีฬา ต้องตรวจอะไรบ้าง

 

ตรวจหัวใจก่อนเล่นกีฬา ต้องตรวจอะไรบ้าง

สิ่งที่นักกีฬาถามมากที่สุด
ภาคต่อจากผลของหัวใจกับการออกกำลังกาย


เมื่อก่อนนี้การ ตรวจร่างกาย นักกีฬา( Athlethe) จะทำกับนักกีฬามืออาชีพ ใช้คำว่า Preparticipant คือ ตรวจร่างกายแบบละเอียดเพื่อป้องกันภาวะการเกิดการเสียชีวิตฉับพลันจากการออกกำลังกาย แต่หลังจากยุค Running boom มีประชากรกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมหาศาล จากคนธรรมดากลายเป็นนักกีฬาสมัครเล่น เป็นคนที่ ออกกำลังบ่อยๆและแข่งวิ่ง จนต้องมีคำศัพท์ ใหม่ใช้เรียกกลุ่มนี้ว่า CAHAP (competitive athletes and highly active people) ดังนั้นคำนี้ จะรวมถึงนักกีฬาอาชีพ นักกีฬาสมัครเล่น รวมถึงคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำที่ลงแข่ง

ความแตกต่างระหว่างการตรวจ คนทั่วไป กับกลุ่ม CAHAP นี้คือ

1.Cost Effective is not the key

ในทางการแพทย์เชิงเศรษศาสตร์จะหมายถึงความคุ้มค่าในจำนวนเงินที่ใช้ตรวจ เพื่อทำให้พบโรค และรักษาโรคได้ เช่น เอาคนอายุ 20 ปี แข็งแรงดีมาตรวจคลื่นหัวใจ 1000 คน พบว่าตรวจไม่เจอโรคเลยสักคน อันนี้ถือว่า cost effective ต่ำ แต่ถ้าเอาคน 40 ปี สูบบุหรี่ เบาหวาน มาตรวจคลื่นหัวใจ 1000 คน อาจเจอโรค สูง 5 คน แบบนี้ถือว่า Cost effective สูง
แต่การประเมินในนักกีฬา เราไม่สามารถ ประเมิน Cost effective ตรงๆ แบบนั้นได้ เพราะมันจะดูต่ำ และไม่คุ้มค่า เพราะในความเป็นจริงเราต้องการ Save กลุ่มนักกีฬาเหล่านั้นไม่ให้เกิดปัญหาขณะออกกำลังกาย รวมถึงนักกีฬาระดับโลก ระดับประเทศ คงไม่มีใครอยากเห็น นักกีฬาระดับโลก เสียชีวิตคาสนามระหว่างถ่ายทอดสด และมีคนดูเยอะๆ หรือนักวิ่ง ที่เข้าร่วมแข่งขัน เกิดการเสียชีวิตแบบฉับพลันคาสนาม
เมื่อเราตรวจมากขึ้น เราก็จะกรองโรคได้มากขึ้น และแน่นอนเรา ต้องพบ False positive (ผลตรวจผิดปกติแต่จริงๆ ไม่ได้เป็นโรค) มากขึ้นด้วย

2.It might be Over investigate

ภาวะบางอย่าง ที่เจอในคนทั่วไป ไม่ต้องตรวจเพิ่มเติม แต่กลุ่ม CAHAP เมื่อตรวจเจอ ต้องตรวจให้สุดๆ เช่น การมี PVC หัวใจเต้นผิดจังหวะ 1 ตัว ในคนทั่วไปแพทย์ให้คำแนะนำว่าพบได้ในคนปกติ ส่วนใหญ่ไม่ต้องตรวจเพิ่มเติม แต่สำหรับ CAHAP ต้องตรวจเพิ่มเติม จนมั่นใจว่าไม่มีโรคซ่อน
อุบัติการการเกิดเสียชีวิตฉับพลันในระหว่างออกกำลัง อยู่ประมาณ 1.5 ต่อ 2 แสนคน
โรคที่พบมากสุดคือ โรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน รองลงมาเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวแบบผิดปกติ (HOCM) อื่นๆ หัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ควรตรวจคัดกรองอะไรบ้างทางหัวใจ ก่อนแข่ง (Preparticipate) เป็น Suggestion ที่ยังไม่เป็น Guideline ชัดๆ

1.EKG คลื่นหัวใจ ทุกราย

2.EST เดินสายพาน ควรจะทุกราย

3.Echocardiogram คลื่นสะท้อนหัวใจ คล้าย Ultrasound ควรจะทุกราย

4.MRI heart ใช้ตรวจแยกรายละเอียดที่ลึกขึ้น หรือหาโรค เป็นรายๆไป

1.EKG (คลื่นหัวใจ) เป็น The must ที่ต้องทำในทุกกลุ่มอายุ สำหรับ CAHAP โดยไม่ควรคำนึงถึง RF และ อายุ สามารถคัดกรองโรคหลายๆ โรคทีอันตรายได้ แต่ไม่ 100 % อาทิ เส้นเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจหนาโตแบบกรรมพันธ์ุ HOCM กล้ามเนื้อหัวใจหนา หัวใจโต
หัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตขณะออกกำลัง เช่น WPW, Long QT, ARVD, Brugada (ไหลตาย)

2.EST Exercise stress test หรือการเดินสายพาน พร้อมตรวจคลื่นหัวใจ
ประโยชน์ที่ได้รับ คัดกรองโรคหัวใจขาดเลือดแบบเรื้อรัง บอกความฟิตคร่าวๆ ว่าคุณเหมาะไปแข่งอะไรได้บ้าง ดูการเปลี่ยนแปลงความดัน ชีพจร ขณะออกกำลัง บอก maximum HR ได้ ดีกว่า สูตร 220- อายุ ถ้า Test ถึง Maximum จริงๆ โดยเฉพาะ คนที่มีปัญหา หัวใจเต้น zone สูงตลอดขณะออกกำลังกาย
ความแตกต่างของการเดินสายพานในนักกีฬากับการเดินสายพานคัดกรองโรคทั่วไปอยู่ที่ การเดินสายพานนักกีฬา ควรเดินให้ถึง Maximum effort หรือ Max exercise capacity ก็คือ ออกแรงจนสุดๆ ไม่ใช่หยุดการทดสอบที่ 85% ของ maximum HR แบบ check up ปกติ
แต่การเดินสายพานที่ Max effort ควรทำโดยแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะต้องประเมินการหยุดทำ เพื่อป้องกันอันตรายจากการล้ม หรือหมดแรงจนเป็นการเดินสายพาน แบบ Maximum กินเวลา 10-30 นาที แล้วแต่ความฟิตของนักกีฬา

3.Echocardiogram (คล้าย ultrasound) ในความเห็นผม ถ้า Serious exercise หรือออกกำลัง แบบจริงจังก็ควรตรวจทุกราย ได้ประโยชน์ในแง่ของ คัดกรอง ต่างๆ และเป็นข้อมูล Baseline ใช้เปรียบเทียบกรณีเริ่มมีหัวใจหนาตัวจากการออกกำลังกาย ยังสามารถกรองโรคได้หลายโรค อาทิ
โรคหัวใจขาดเลือดที่มีการบีบตัวหัวใจน้อยกว่าปกติ กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวแบบกรรมพันธ์ HOCM, ARVD, กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

4.MRI. เป็นการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ใช้ในกรณีแยกโรค กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว กับ HOCM หรือโรคบางอย่าง ที่ต้องตรวจเชิงลึก

ประเด็นสำคัญอีก 1 ประเด็น
เส้นเลือดหัวใจตีบ คัดกรองเจอ 100 % ไหม

คำตอบคือ ไม่ เราคัดกรองได้เฉพาะเส้นเลือดตีบแบบเรื้อรัง แต่แบบฉับพลันที่เกิดจากการหลุดของคราบไขมันขณะออกกำลังกายเราคัดกรองไม่ได้ แต่กลุ่มนี้มักมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ เช่น ไขมันในเส้นเลือด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน กรรมพันธุ์ เป็นต้น

อะไรคืออาการที่ควรหยุดออกกำลัง หรือหยุดแข่งทันที
1.หน้ามืด จะเป็นลม
2.จะวูบ
3.จุกแน่นหน้าอก รวมถึงลิ้นปี่
4.เหนื่อยแบบผิดปกติ
ถ้ามีอาการเหล่านี้ควรหยุด และขอความช่วยเหลือทันที ให้คิดว่าเป็นเรื่อง serious ไว้ก่อน อย่าชะล่าใจ ว่าเดี๋ยวก็หาย พักก็ดีขึ้นแล้วไปต่อนะครับ

ข้อสรุปของการคัดกรองคือ
คลื่นหัวใจ ทำทุกคน ทุกอายุ
EST ควรทำสักครั้ง ถ้าจะต้องแข่งกีฬาที่ Maximum effort คือออกแรงเต็มที่
Echocardiogram ทำทุกราย ในคนที่คลื่นหัวใจผิดปกติ หรือคนที่มีแนวโน้มออกกำลังแบบ จริงจัง ยาวนานเกิน 6 เดือน เพื่อดู baseline ความหนา และขนาดของหัวใจ
และการตรวจ Screening ทุกอย่าง ไม่ใช่ตัวที่จะบอกว่า ถ้าตรวจแล้วปกติ คุณจะไม่เป็นไร ขณะออกกำลังกาย ทุกครั้งที่แข่งขัน ให้ ฟังเสียงร่างกายตัวเองทุกครั้ง
ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์กับนักกีฬา ฝากแชร์ด้วยครับ

Share this post