คุณกำลังยึดติดกับ “นาฬิกาออกกำลังกาย” เกินไปหรือเปล่า?

คุณกำลังยึดติดกับ “นาฬิกาออกกำลังกาย” เกินไปหรือเปล่า?

คุณกำลังยึดติดกับ “นาฬิกาออกกำลังกาย” เกินไปหรือเปล่า?

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา “นาฬิกาออกกำลังกาย” เข้ามามีอิทธิพลกับผู้ที่สนใจการออกกำลังกายอย่างแพร่หลาย ซึ่งสวนทางกับสมัยก่อนโดยสิ้นเชิงที่ผู้คนมักจะกล่าวว่า “การวิ่งเป็นกีฬาที่ลงทุนน้อยที่สุด”.

ถ้าจะให้พูดถึงข้อดีของ “นาฬิกาออกกำลังกาย” คงแทบไม่ต้องคิดนาน เพราะสิ่งของที่มหัศจรรย์นี้สามารถตอบโจทย์และเป็นเพื่อนคู่คิดของผู้ใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นการดูอัตราการเต้นของหัวใจในขณะพัก อัตราการใช้แคลอรี ตลอดจนดูระดับการออกกำลังกายในความหนักต่างๆ รวมไปถึงการนับก้าวที่ช่วยส่งเสริมมนุษย์ออฟฟิตได้ลุกขึ้นเดินและขยับเขยื้อนร่างกายมากขึ้น.

ยกตัวอย่างเช่น

1.Heart Rate: ถ้าไม่นับการติด ECG ตรงขั้วหัวใจ หรือ จับชีพจรข้อมือแล้ว. “สายคาดอก” ถือเป็นอุปกรณ์ที่เสถียรสุด ในการวัดอัตราการเต้นของหัวใจในขณะออกกำลังกาย ด้วยเหตุผลที่ว่าอัตราการเต้นของหัวใจที่วัดผ่านนาฬิกาข้อมือ มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น โครงสร้างกระดูกข้อมือ, ขน, เหงื่อ หรือ ระดับความแน่นของการรัดข้อมือ ล้วนส่งผลต่อตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอทั้งนั้น.

2.Age predicted ตามตำรา (220-อายุ): หลายครั้งที่ผมกับหมอแอร์บริการตรวจร่างกายแก่ผู้ออกกำลังกาย. เกือบ 95% ของผู้ออกกำลังกายมี Maximal Heart Rate เกินกว่าค่า Predicted ทั้งสิ้น. จึงทำให้เกิดคำถามในหลายๆครั้งว่า “ทำไมหัวใจสามารถค้างที่โซนห้า หรือ สีแดง เกือบสองชั่วโมง แต่ยังสามารถวิ่งได้อยู่?” คำตอบก็คือ เพราะคุณไม่รู้โซนที่แท้จริงของตัวเอง และ Maximal heart rate ของตัวเองไงหละ. จึงทำให้คุณไม่สามารถออกกำลังกายและเทรนนิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในโซนที่ถูกต้อง เช่น โซนไหนควรออก Tempo หรือ ตรงโซนไหนไว้เผาผลาญไขมัน.

3.VO2max บนหน้าปัดนาฬิกา: ค่า VO2max บนนาฬิกามีความคลาดเคลื่อนถึง 10%-20% เมื่อเทียบกับการทำ CPET test ในห้องแล็บที่ผมและหมอแอร์ได้บันทึกค่าเอาไว้. ค่า VO2max บนนาฬิกา จะสูงขึ้นหรือต่ำลงไม่ได้เกี่ยวกับอิทธิพลความฟิตของคุณโดยตรงเท่าไหร่!!!!. เพราะ Algorithm ของ “นาฬิกาออกกำลังกาย” ประกอบด้วยปัจจัยสามอย่างคือ 1. หัวใจ 2. ความเร็วจาก GPS 3.สถานที่.

ยกตัวอย่างเช่นค่า VO2max ใน “นาฬิกาออกกำลังกาย” จะมีความคลาดเคลื่อนสูง เมื่อวันไหนที่คุณวิ่งในสถานที่เดิมในสภาพอากาศที่เย็น ค่า VO2max ของคุณก็จะสูงขึ้น เนื่องจากอากาศเย็นมีผลกระทบต่อการเต้นของหัวใจที่ “ต่ำลง” ในความเร็วของการวิ่งเท่าเดิม. กลับกันเมื่อวันไหนที่คุณวิ่งในสภาพอากาศที่ร้อนและหัวใจ “ขึ้นสูง” ในความเร็วเท่าเดิม. Algorithm ในนาฬิกาก็จะนึกว่าร่างกายคุณฟิตน้อยลงในความเร็วกับสถานที่ ที่เหมือนกัน.

อีกทั้งการทำ speed workout จะได้ค่าความฟิตที่นาฬิกามากกว่า การออกกำลังแบบ long run.

เพราะฉะนั้นการใช้ค่า VO2max จากนาฬิกา ควรใช้เป็นตัวเปรียบเทียบ การวิ่งที่เดิมๆ อุณหภูมิเท่าเดิม ที่ session การออกกำลังแบบเดียวกัน.

4.Step หรือการวัดก้าวในนาฬิกา จำนวนก้าวที่เดินถือว่าเป็นค่าประมาณคร่าวๆในแต่ละวัน. จุดประสงค์ของฟังก์ชันนี้ ส่งเสริมให้ผู้ใช้ขยับร่างกายและเดินให้ได้จำนวนก้าวตามที่ตั้งค่าไว้. แต่ในทางเดียวกัน ถ้าคุณยกมือเกาหัว หรือ ล้างหน้าแบบไม่รู้ตัว. step หรือ จำนวนที่ก้าวก็จะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน.

5.GPS ถือว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่นักกิจกรรม outdoor อย่างแท้จริง. ที่เริ่มวิ่งช้าบางทีไม่ได้อู้หรอกนะ เพราะรอ GPS ต่างหาก 5555. GPS มีความคลาดเคลื่อนได้สูง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณวิ่งอยู่ในเมืองที่มีตึกสูงเบียดเสียด แบบ Osaka หรือ Chicago. บางที GPS สามารถเปลี่ยนกิโลเร็วขึ้นหรือช้ากว่าปกติ เพราะฉะนั้นผู้ใช้ควรต้องทำความเข้าใจในข้อจำกัดของการทำงานของ GPS ให้ดีก่อน.

6.Treadmill Running. การวิ่ง Indoor treadmill ถือเป็นการวิ่งแบบไม่พึ่งพา GPS. ระยะที่ได้เกิดจากการแกว่งแขนและความแน่นในการรัดข้อมือของนาฬิกา. การที่จะวิ่งให้ได้ระยะใกล้เคียงที่สุดคือ การ calibrate นาฬิกาบ่อยๆ เพื่อนาฬิกาได้เรียนรู้การแกว่งแขวน และขนาดของลู่วิ่ง.

สุดท้าย ถ้าคุณเข้าใจข้อจำกัดของนาฬิกาได้ครบ คุณก็จะสามารถใช้นาฬิกาออกกำลังได้อย่างถูกต้องและแม่นยำแล้ว

 

น้องฮอท
Health Performance Team

Share this post